ท่านผู้อ่านเคยจินตนาการดูไหมว่า โลกที่เราอยู่นี้อีก 100 ปีข้างหน้า สภาพดิน ฟ้า อากาศ เป็นอย่างไร กระทบชีวิตมนุษย์เรามากน้อยแค่ไหน
ชาวบ้านคนไทยเราวันนี้ ตกอยู่ในสภาพต้องดิ้นรนมาก เพราะยุคน้ำมันแพง ข้าวยากหมากแพง คงไม่อยากจะคิดถึงอนาคตเท่าไหร่
แต่ถ้าหากมองดูโลกอนาคต อาจจะยิ่งเครียดเพราะมนุษย์รุ่นนี้ทิ้งภาระให้มนุษย์รุ่นหลังไว้มาก
เรื่องแรก นักวิทยาศาสตร์ที่องค์การนาซ่า ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีก 8 ชาติ จำนวน 250 คน พยากรณ์ไว้ว่า น้ำแข็งจะหมดจากขั้วโลกเหนือก่อนปี 2100 หรืออีกไม่ถึง 100 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพราะสภาพน้ำแข็งบนขั้วโลกเหนือได้ละลายเร็วมาก ผิดปกติมากในช่วงปี 1978 ถึงปี 2000 มีน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างประมาณ 7 ล้าน ตาราง กม. โดยเฉลี่ยปัจจุบันปี 2005 แค่ 5 ปีนี้เอง บริเวณน้ำแข็งเหลือ 5.31 ล้านตาราง กม. หายไปประมาณ 1.7 ล้านตาราง กม.
เรื่องที่สอง ดร.ปีเตอร์ เวปสเตอร์ และ ดร.จูดิธ เคอร์รี่ ได้บันทึกผลงานวิจัยล่าสุดว่า 60% ของการเกิดพายุเฮอริเคนที่มีความเร็วกว่า 180 กม./ชม. ขึ้นไป เป็นผลเนื่องมาจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น 1 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับ ดร.วิลเลี่ยม เกรย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด ว่าตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา ก็เข้าสู่ยุคเฮอริเคน ยุคใหม่ เพราะอุณหภูมิของวัฏจักรน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น
ทั้ง 2 เรื่องมีความสำพันธ์กันมากเพราะโลกกำลังร้อนขึ้น ( Global Warming ) ซึ่งเกิดจากสภาวะเรือนกระจก โดยที่สภาพน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือที่หดหายไป จะทำให้โลกในอนาคตจะไม่มีหิมะ หรือภูเขาน้ำแข็งที่คอยสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไปยังนอกโลก เพื่อให้แผ่นดินโลกไม่ร้อนอบอ้าว
สภาวะเรือนกระจกเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นจากไอเสียรถยนต์ ไอเสียตามปล่อยโรงงานลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วทำปฏิกิริยากับบรรยากาศโอโซนที่ห่อหุ้มโลก จนทำให้ชั้นบรรยากาศบริเวณขั้วโลกเหนือเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่กว่าทวีปอเมริกาเหนือ เลยทำให้โลกเรารับแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงกล้าอย่างเต็มเปา น้ำแข็งขั้วโลกเลยละลายและอุณหภูมิภายใต้บรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกก็เลยมีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำในมหาสมุทรก็พลอยเพิ่มขึ้นไปด้วย
นอกจากนี้ สภาพการทำลายป่าไม้ของโลกจำนวนมาก ทำให้โลกสร้างโอโซนเพื่อห่อหุ้มบรรยากาศของโลกไม่ทัน ก็ยิ่งทำให้สภาพโลกร้อนเร็วมากขึ้น
เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ไม่เกรงใจประธานาธิบดีบุช ได้ออกมาแถลงว่า พายุที่โหดร้าย เช่น แคทรีน่า ริตา ซึ่งคร่าเอาชีวิตชาวอเมริกันไปนับพันก็มาจากสภาวะโลกร้อนหรือเรือนกระจก
ถ้าหากไปดูที่ยอดภูเขาหิมาลัยที่ใหญ่ที่สุดของโลกปริมาณหิมะบนเขาก็เหลือน้อยลง เพราะมีการละลายตัวมากขึ้นในบางช่วง จนเกิดน้ำท่วม ภาคเหนือของไทยก็โดนหางเลขไปด้วย ยิ่งไม่มีป่าให้คอยซับน้ำ ก็ทำให้จังหวัดเชียงใหม่บอบช้ำมาก
อีกไม่นานในอนาคตน้ำจืดบนแผ่นดินโลก ซึ่งเกิดจากการละลายตัวของหิมะบนภูเขาสูงก็จะน้อยลงไป และน้ำที่ละลายมาจากบริเวณขั้วโลกเหนือก็ผสมกับน้ำในมหาสมุทร ทำให้ทะเลจืดไปบ้าง และระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นทำให้แผ่นดินที่ต่ำแถบชายฝั่งทะเลจมน้ำไปนับล้านตารางกิโลเมตรในอนาคต รวมทั้ง กรุงเทพฯ ด้วยซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลเพียงไม่ถึง 1 เมตรโดยเฉลี่ย
พายุขนาดใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนที่มีความสามารถทำลายล้างสูง ก็จะมีให้เห็น อุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายยิ่งกว่าไข้หวัดนก หรือซาร์ส อุบัติให้เห็น โลกอีก 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ท่านผู้อ่านคงพอจะจินตนาการได้นะครับ โดยไม่จำเป็นต้องถามหมอดูให้ช่วยพยากรณ์
ผมว่าน่าสงสารอนุชนมนุษย์รุ่นอนาคตต่อจากเรามากกว่า ถ้าสู้กับธรรมชาติแบบใหม่ไม่ไหว ก็ปล่อยให้สูญพันธุ์ไป ก็ต้องทำใจ ทุกวันนี้มีเรื่องให้เครียดเยอะครับ
*- โดย ผศ.ดร. บุญมาก ศิริเนาวกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต - *
......................
อ่านจบแล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ ผมก็หน้าซีดเลยล่ะ มนุษย์เราจะสูญพันธุ์!!!!!? โอ้ไม่นะ นั่นมันยุคของเรานี่หว่าเฮ้ย !!
ขอแอดไว้นะคร้า งิงิ
แล้วจาอัพบ่อยๆนะ